เมื่อรุ่นน้องถามว่าจะ Up Scale โฆษณาเฟซบุ๊กยังไง?

by - 23.10.60


มีน้องคนนึง ชอบถามมาว่า ผมยิง Ad ส่งคนเข้าเว็บไซต์ระดับนึงแล้ว

ทีนี้ต้อง Scale up ต่อยังไง ?

จริงๆ การ Up scale มันควรจะใช้กับการเพิ่มยอดขายนะ 555

แต่ความหมายของน้องเขาคือ ยิง Ad อะไรต่อ?

เดี๋ยวผมจะขอวิสาสะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะครับ

ในลำดับของการยิง Ad มันจะมี 3 ลำดับ

1. Interest
2. Custom Audience ( CA )
3. Lookalike Audience ( LLA )

=========================

ปัจจุบันเราจะเน้นยิงด้วย ข้อ 1 ใช่ไหม ?

หรือบางคนยิงแบบไม่ใส่ Interest เลย ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

ทีนี้เราจะได้ Audience มาระดับนึง ซึ่งจะกระจัดกระจายยังที่ต่างๆ ดังนี้

1. Page Like
2. Post engagement
3. Video View 
4. Canvas
5. Pixel ( คนเข้าเว็บไซต์ )
6. อาจจะได้เบอร์โทรศัพท์เขามาด้วยจากการ Lead หรือ กรอกแบบฟอร์ม

ฯลฯ

เราก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น มาสร้างสิ่งที่เรียกว่า CA ครับ

เพื่อทำโฆษณาที่เรียกว่า Re-Targeting

=========================

โฆษณา Re-Targeting เรามักเรียกอย่างคะนองปากว่า โฆษณาหลอกหลอน

ทำหน้าที่หลักๆ คือ

1. ย้ำ ให้คนจดจำ ติดตา
2. ทวนความจำอีกครั้ง เผื่อใครจะซื้อแต่ดันลืม หรือ อยากซื้อซ้ำอีกหน
3. ชิงพื้นที่หน้าสื่อ

มีข้อดีง่ายๆ เลยคือ คลิกถูกมาก ( กรณีตั้งค่าด้วย Bid )
แต่มีข้อเสียคือ น่ารำคาญ สำหรับคนที่ไม่อยากซื้อ

เราจะใช้ CA เพื่ออะไรก็แล้วแต่ ต้องคิดเสมอว่า สื่อที่ยิงออกไป มันต้องใหม่สดเสมอ เพื่อดึงความสนใจของคนเก่า 

ดังนั้น ส่วนตัวแล้วผมมักใช้ Last call เป็นตัวยิงโฆษณา เช่น

" โปรโมชั่นวันสุดท้าย " หรือ " สินค้าหลุดจอง 10 ชิ้นสุดท้าย "

=========================

สรุป จะใช้ CA ให้ได้ผล 

1. สื่อต้องใหม่ ทั้งภาพและข้อความ 

ซึ่งตอนนี้ โคตรดี ตรงที่ FB ออก Dynamic Ad มาให้คนที่ไม่ได้ทำ Product Category ได้ใช้งาน Dynamic ด้วยคน ( วันที่ 1 พฤศจิกายน เดี๋ยวสอนเล่นครับ ในคอร์ส Facebook Never Dies )

ความสามารถมันคือ การสร้างชิ้นงานโฆษณาโดยไม่ซ้ำข้อความ ไม่ซ้ำภาพครับ แยกเป็นโพสต์ๆ ใครยังไม่ได้ลอง ลองซะ ( ข้อมูลเพิ่มเติมที่นี่ คลิก )

2. Last call หรือ New offer เช่น

ย้ำอีกครั้ง 3 ท่านสุดท้ายเท่านั้น สำหรับส่วนลด 30%
หรือ
ด่วน เฉพาะ 10 ท่านแรกที่ติดต่อเข้ามา รับทันที...

=========================

ต่อมาเป็น LLA ครับ หรือ การสร้างกลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมใกล้เคียงกันกับข้อ 2 ( CA )

ระบบจะดึง User ที่ชอบทำอะไรคล้ายๆ กับข้อ 2 เข้ามา

เช่น

คนที่จ่ายเงินซื้อสินค้าบนระบบตะกร้า เราเอามาสร้าง LLA เราก็จะได้กลุ่มคนที่ชอบจ่ายเงินซื้อสินค้าบนระบบตะกร้าเข้ามาด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ อาจเป็นการซื้อสินค้าที่ต่างชนิดนะครับ เราต้องเอา LLA มา Filter อีกทีครับ

ปกติการสร้าง LLA จะถูกระบุที่ตั้งเป็นประเทศครับ
และ จำกัดวง ว่าจะดึงมากี่ % จาก User ในประเทศนั้น

ระบบจะแนะนำว่า 1% คือกลุ่มเป้าหมายที่ตรงที่สุด

แต่บางครั้ง 1% ก็น้อยไป เราจึงอาจจะเพิ่มเป็น 2% ก็ได้ครับ

ว่ากันแล้ว LLA เนี่ย บางคนก็ได้ชอบ บางคนก็เฉยๆ

แนะนำว่าคงต้องลองให้ครบครับ อย่าไปเชื่อใครมาก

สรุป LLA สร้างจาก CA ได้ทุกอย่างครับ แต่ควรจะอยู่ที่ 1-2% เท่านั้น
และต้อง Filter อีกชั้นด้วย interest

=========================

ทีนี้มาพูดถึงการ Scale Up ของผม คือการเพิ่มงบประมาณ เพิ่มยอดขาย

ผมจะเพิ่ม 2 แบบ คือ 

1. เพิ่มเงินในโฆษณาที่คุณภาพที่สุด แล้ววัดผลที่ผลลัพธ์ ( หรือไม่ก็ยอดขาย ) เช่น ผมลงงบที่ Ad A 300 บาท ผมเพิ่มเป็น 600 บาท ( ผมมักเพิ่มทีละเท่าตัว เพื่อการคำนวณ ROI ที่ง่ายขึ้น )

จากเดิมคนคลิกปุ่ม Line@ 20 คลิก เมื่อเพิ่มงบประมาณแล้ว มันต้องได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 คลิก (จากประสบการณ์ เพิ่มเงินเท่าตัว ไม่ได้ผลลัพธ์เท่าตัวตามแน่นอน ดังนั้น จุดที่ผมรับได้คือ 50% ของงบประมาณที่เพิ่มครับ )

เท่ากับว่า งบประมาณ 600 บาท ผมต้องการผลลัพธ์ทั้งหมด 30 คลิก

ถ้าได้ตามนี้ ผมพอใจ ก็เพิ่มเงินอีก เพื่อวัดผลอีกแบบเดิม

แต่ถ้าไม่ได้ตามนี้ ผมจะ

2. สร้าง Ad set ใหม่ไปเลย ส่วนตัว Ad นั้น ผมมักยิงไป Post เดิมครับ เพราะมันถูกทดสอบมาแล้ว และเพื่อกอง Comment ไว้ที่เดียวกัน ไม่ค่อยชอบ A/B test ไม่สิ้นสุด

ส่วนงบประมาณ ผมก็ดึงมาจากข้อ 1 นั่นแหละ เป็น 300 บาท ใน Ad set ใหม่ แล้ว Optimized มันจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจครับ

ส่วนตัวเดิมที่พอใจอยู่แล้ว ผมจะไม่ทำอะไรมัน เพื่อให้มันส่งยอดขายเรื่อยๆ ไม่ขาดตอนครับ

=========================

ทั้งหมดนี้ คือ ประสบการณ์ส่วนตัว ผิดถูกยังไง ด่าได้ แต่อย่าแรง

photo; pixabay.com

You May Also Like

0 ความคิดเห็น